ศาลสั่งประหาร “ไอ้ตั้ม” พร้อมคู่หู ฆ่าชิงไอโฟน “มะปิน” บัณฑิต มศว. ไม่มีเหตุให้ลดโทษ!!! – ข่าวฮอต ข่าวสด

ศาลสั่งประหาร “ไอ้ตั้ม” พร้อมคู่หู ฆ่าชิงไอโฟน “มะปิน” บัณฑิต มศว. ไม่มีเหตุให้ลดโทษ!!!

loading...

ศาลสั่งประหาร “ไอ้ตั้ม” พร้อมคู่หู ฆ่าชิงไอโฟน “มะปิน” บัณฑิต มศว. ไม่มีเหตุให้ลดโทษ!!!

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 พฤษภาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 903 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.125/2560ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 และนางนิราภรณ์ เหลืองแจ่ม มารดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกิตติกร หรือตั้ม วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว จ.สระแก้ว และนายสุพัฒชัย หรือเอ๊กซ์ จันทร์ศรี อายุ 25 ปี ชาว จ.อุทัยธานี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ ที่ตนกระทำผิดฯ, ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371
คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ได้นั่งซ้อนท้ายรถ จยย.โดยมี จำเลยที่ 2 เป็นคนขี่ มาถึงบริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์27 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวง – เขตลาดพร้าว กทม. พบนายวศิน หรือมะปิน เหลืองแจ่ม บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร กำลังถือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ไอโฟน 6 ราคา 26,000 บาท

จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดจี้ขู่เข็ญให้นายวศินยื่นโทรศัพท์ให้ แต่นายวศินต่อสู้ขัดขืน จึงถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายนายวศินอย่างแรงหลายครั้งตามร่างกาย และลำคอจนถึงแก่ความตาย แล้วชิงโทรศัพท์มือถือผู้ตายหลบหนีไป กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลาง 5 รายการ ส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกครามดำเนินคดี โดยพนักงานอัยการได้คัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และเป็นการกระทำผิดโดยอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชน อีกทั้งหลังก่อเหตุคดีนี้ ในคืนเดียวกันทั้งสองยังได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ในท้องที่ สน.โชคชัย และวิ่งราวทรัพย์ท้องที่ สน.โคกคราม รวม 3 คดี ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนักด้วย

ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ อัยการจึงนำพยานสองปากสืบประกอบคำรับสารภาพ คือพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อาคารบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ และพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม โดยตลอดการพิจารณาคดี จำเลยทั้งสองไม่ได้รับการประกันตัว โดยวันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสองมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยในวันนี้มีน.ส.ศรุตา เหลืองแจ่ม พี่สาว พร้อมด้วย ทนายความ และผู้ใกล้ชิดเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย
ศาลพิเคราะห์พิเคราะห์คำรับสารภาพประกอบพยานที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า มีทั้งพยานบุคคล กล้องวงจรปิด หลักฐานจากลายนิ้วมือ บนหมวกกันน็อกในที่เกิดเหตุ มีดของกลาง และโทรศัพท์ที่ยึดได้ ตรงกับจำเลยทั้งสอง พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง เมื่อจับกุมจำเลยทั้งสองได้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พยานหลักฐานทั้งหมดจึงมีน้ำหนักมั่นคง
ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371 ในข้อหาร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมือง ตามมาตรา 371 ให้ปรับคนละ 1,000 บาท ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ เพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญา และร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษประหารชีวิตข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ตามมาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นบทหนักสุด และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แล้ว จำเลยก่อเหตุร้ายแรง มีประวัติการก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ยากแก่การปรับปรุงแก้ไขนิสัย และคำรับสารภาพเกิดจากการจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษ ให้ประหารชีวิตสถานเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายกิตติกร จำเลยที่ 1 นั้นก่อนก่อเหตุคดีนี้ เคยมีประวัติโชกโชนโดยเคยต้องโทษเข้าเรือนจำมาแล้ว 8 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งได้ก่อเหตุลักษณะคดีบุกรุก, ทำร้ายร่างกาย, ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยก่อนเกิดเหตุคดีนี้ นายกิตติกรได้ออกมาจากเรือนจำเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2559
ขณะที่ ระหว่างก่อเหตุชิงทรัพย์ไอโฟน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 นายกิตติกร และนายสุพัฒชัย ยังได้ร่วมกันก่อเหตุชิงทรัพย์โดยขี่รถจักรยานยนต์ตะเวนไปยังบริเวณใกล้เคียงซอยสุคนธ์สวัสดิ์ ต่อเนื่องตั้งแต่กลางดึก 4-5 มกราคม 2560 ในพื้นที่ สน.โคกคราม และ สน.โชคชัย โดยพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา 2 คดี และมีคำพิพากษาแล้ว ประกอบด้วยคดี หมายเลขดำ อ.262/2560 และหมายเลขแดง อ.230/2560 ที่อัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสองคนในความผิดฐานร่วมกันพยายามวิ่งราวทรัพย์กระเป๋า ซึ่งมีมือถือเอไอเอส ยี่ห้อ ลาวา มูลค่า 3,500 บาท และเงินสด 150 บาทกับทรัพย์สินอื่นอีก 2 รายการของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิงในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 336 และ 336 ทวิ โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 จำเลยทั้ง 2 ให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำพิพากษา วันที่ 31 มกราคม 2560 ให้จำคุกคนละ 3 ปีตามมาตรา 336 วรรคแรก คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้จำคุกคนละ 1 ปี 6เดือน และให้นำโทษจำคุก 8 เดือนของ จำเลยทั้ง 2 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี รอการลงโทษไว้นำมารวมกับคดีนี้ จึงรวมโทษจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นคนละ 1 ปี 14 เดือน
และคดีหมายเลขดำ อ.685/2560 และหมายเลขแดง อ.971/2560 ที่อัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสองคนในความผิดฐานร่วมกัน ชิงทรัพย์ โดยใช้อาวุธ มีดปลายแหลมยาว 33 ซ.ม. ลักเอาโทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส มูลค่า 9,600 บาทของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิง ไปในเวลากลางคืนโดยจำเลยใช้กำลังกระชากแขนผู้เสียหายจนล้มกับพื้นแล้วใช้อาวุธมีด จี้เอาทรัพย์ไปโดยจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการหลบหนี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339,340 ตรี,371 โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 6 มีนาคม2560 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลจึงมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปีฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 วรรค2 และให้ปรับคนละ 1,000 บาทฐานร่วมกันนำอาวุธมีดเข้าไปในเมืองฯ จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษเหลือจำคุกคนละ 7 ปี เดือนและปรับคนละ 500 บาท และให้รวมโทษจำคุกคดีนี้กับคดีที่ศาลอาญาตัดสินแล้ว หมายเลขแดง อ.230/2560

เครดิต : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_374752

loading...